กล้าเล่าข่าว

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คนรวยเสียหลัก แต่หนักที่คนจน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คนรวยเสียหลัก แต่หนักที่คนจน

ขอ ชัด ชัด : อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.

https://www.naewna.com/politic/columnist/31981

มีกฎหมาย 2 ฉบับ ที่หยิบยกมาแล้วได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกครั้ง คือกฎหมายภาษีมรดก และกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะด้วยหลักการคิดที่สอดคล้องกับตำนานอย่าง “โรบินฮู้ดผู้ซึ่งเอาเงินจากคนรวย ไปช่วยคนจน” แต่ผ่านมาหลายรัฐบาล กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ก็ไม่ได้คลอดสักที จนกระทั่งสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ทำคลอดกฎหมายภาษีมรดกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ได้รับการตอบรับอย่างดี แต่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลับยังไม่สามารถออกมาใช้บังคับได้

กรณีกฎหมายภาษีมรดกที่ออกมาบังคับใช้ได้นั้นเพราะมีการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างกฎหมายใหม่ โดยมีการเพิ่มเติมแก้ไขประมวลรัษฎากรเรื่อง “การให้” ควบคู่ไปด้วย จึงทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีมรดกทำได้ยาก จึงเป็นการแก้ต่างข้อโต้แย้งที่มีโดยตลอดว่า “ค่าดำเนินการในการจัดเก็บภาษีมรดก มากกว่าตัวภาษีมรดกเองที่จัดเก็บได้” ก็ถือว่าเป็นความคิดที่รอบคอบของผู้ร่างกฎหมาย

แต่ในกรณีร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ยังคงพิจารณากันไม่เสร็จสักที เพราะยังใช้ร่างฉบับเดิมที่มีอายุกว่า 20 ปี ซึ่งมีทั้งช่องโหว่และหลักการที่ไม่ทันสมัย ถ้าจะว่าไปแล้ว น่าจะรื้อเขียนใหม่ อาจจะเร็วกว่าฝืนทำบนหลักการร่างกฎหมายเก่า

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป้าหมายคือ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพื่อพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้น ทั่วทั้งประเทศปีละ 60,000-70,000 ล้านบาทซึ่งจะต้องยกเลิกการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่

ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัย ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ โดยคำนวณเสียภาษีประจำปีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 0.25 จากราคาประเมินที่ดิน ใช้ราคาประเมินปี 2521-2524 เป็นฐานคำนวณภาษี หรือง่ายๆคือ ใช้มาตรฐานราคาที่ดินเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ภาษีบำรุงท้องที่ จึงจัดเก็บได้น้อยนิด

ส่วนกรณีผู้ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์จะต้องเสียภาษีโรงเรือน โดยคำนวณจาก “ค่าเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ในอัตราร้อยละ 12.5 ของราคาค่าเช่าทั้งปี ตัวอย่างเช่น ให้เช่าตึกแถวปีละ 1 ล้านบาท ก็เสียภาษีโรงเรือน 125,000 บาท

แต่โครงสร้างของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต้องการสร้างวิธีคิดใหม่ โดยยกเลิกวิธีการเดิมๆ ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน ซึ่งวิธีใหม่ที่ว่าคือ จัดเก็บภาษีโดยยึดเอาราคาประเมิน “ที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง” เป็นตัวคำนวณ ดังนั้นจึงต้องมีราคาประเมินปัจจุบันของที่ดินทุกแปลง และสิ่งก่อสร้างทุกหลังในประเทศไทย… ขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง “ทุกแปลง ทุกหลัง”

 

ที่นี้มาดูจุดอ่อนกันทีละประเด็น

  1. ประเทศไทยยังไม่มี Single Map คือแผนที่ใบเดียว ที่ทุกหน่วยงานเกี่ยวกับที่ดิน ใช้ยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน การแบ่งว่าแปลงไหนของรัฐ แปลงไหนของราษฎรยังไม่ชัดเจน เอาแค่เรื่องอันไหนเขตป่าสงวน เขตอุทยาน หรือเขต ส.ป.ก. ก็ยังถกเถียงกันอยู่ กรมที่ดินและกรมธนารักษ์ คงต้องใช้เวลาในการทำการบ้านอีกพอสมควร
  2. ที่ผ่านมากรมธนารักษ์ประเมินได้แค่ที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง ลำพังเฉพาะที่ดินก็ยังประเมินขาดไปอีก 13 ล้านแปลง อยู่ดี ปกติกรมธนารักษ์เดินเครื่องเต็มสูบประเมินที่ดินได้แค่ปีละ 2 ล้านแปลงเท่านั้น แต่อ่านข่าวที่ไร ท่านอธิบดีทุกคนก็ยืนยันว่า ทำได้ตามเวลา 1 ม.ค. 2561 ซึ่งผมอยากให้พูดกันให้ตรงประเด็น และฟังกันให้ครบความว่า ไอ้ที่ว่าประเมินทัน มันแค่ที่ดินเท่านั้น ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างนะครับ ผมเชื่อว่าคนที่จะต้องตอบว่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้ทันเวลาหรือไม่ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งทั่วประเทศต่างหาก
  3. ภาษีที่ดินฯแบบใหม่ไม่เอื้อต่อกฎหมายผังเมือง ว่าไปแล้วคือไม่มีส่วนลดภาษีที่ดินฯให้กับสิ่งก่อสร้างที่ถูกต้องตรงตามผังเมือง ปัจจุบันกฎหมายผังเมืองเปลี่ยนบ่อยมาก เพียงแค่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะเข้ามาสร้าง ก็ยอมเปลี่ยนผังเมืองให้แล้ว เลยกลายเป็น“ผังเมืองตามใจนายทุน” ไปในที่สุด
  4. ภาษีที่ดินฯ แบบใหม่ไม่เอื้อการจัดโซนนิ่งการเกษตร ไม่มีส่วนลดภาษีที่ดินฯให้กับเจ้าของที่ดินที่ปลูกพืชตามความต้องการของรัฐ เช่น มาตรการลดภาษีที่ดินให้กับชาวนา ที่งดปลูกข้าวนาปรังช่วงประเทศประสบภัยแล้ง หรือจะลดภาษีที่ดินให้ชาวสวน ถ้าปลูกปาล์มแทนปลูกยางพาราที่ล้นตลาด
  5. การยกเว้นภาษีที่ดินฯ ให้เกษตรกรแปลงแรกในมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ดูเหมือนจะดี แต่ลองนึกตามตัวอย่างว่า ชาวไร่ที่มีที่ดินไม่ติดกัน 2 แปลง แปลงแรกราคา 5 แสนบาท แปลงที่ 2 ราคา 4 แสนบาท จะทำให้ที่ดินแปลงที่ 2 ถูกคำนวณภาษีทันที ทั้งที่ 2 แปลงรวมกันมูลค่าเพียง 9 แสนบาทเท่านั้น
  6. ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทิ้งไว้เป็นข้อสุดท้ายคือ “ภาระภาษี” แทนที่จะอยู่กับนายทุนเจ้าของที่ดิน แต่ภาระกลับตกไปที่ “คนทำมาหากิน” ให้นึกถึงตัวอย่างที่ดินสวยตลาดนัดหัวมุมถนนที่เปิดให้ปูเสื่อขายของกัน จะโดนค่าเช่าหนัก เพราะภาษีที่ดินใหม่คิดจากราคาประเมิน ไม่ได้คิดจากค่าเช่าแบบภาษีโรงเรือนเดิม เช่น ที่ดินและอาคารราคา 100 ล้านบาท ค่าเช่าปีละ 1 ล้าน เดิมเสียภาษีร้อยละ 12.5 ของค่าเช่า คือ 125,000 บาท แต่ภาษีใหม่คิดเป็นขั้นบันไดอัตราร้อยละ 0.3, 0.5 และ 0.7 ของราคาประเมินตามลำดับ หากราคาประเมิน 100 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพิ่มเป็น 560,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น จะกลายเป็นค่าเช่าแผงที่เพิ่มขึ้นนั่นแหละ และถ้านึกตัวอย่าง คนเช่าตึกทำร้านอาหาร ราคาค่าเช่าซึ่งถือเป็นต้นทุน ก็จะขึ้นไปอีกเช่นเดียวกัน สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ลูกค้าประชาชนอย่างเรา

ส่วนตัวแล้วผมเห็นกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่รับราชการที่กระทรวงการคลังเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และมาเห็นร่างกฎหมายอีกครั้งตอนเป็น สส.จนถึงปัจจุบันยุค คสช. โครงสร้างกฎหมายจากตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ยังเหมือนเดิม ล้าสมัยและมีโครงสร้างซับซ้อน โดยภาครัฐเองยังเตรียมตัวไม่พร้อม ผมยังเคยพูดหยิกแกมหยอกกับผู้ร่างกฎหมายว่า ถ้าเป้าคือต้องการเงิน 6 หมื่นล้านบาท ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำไมไม่ปรับปรุงราคาประเมินภาษีบำรุงท้องที่ที่ใช้ในปี 2521 ให้เป็นปีปัจจุบันซะ มันก็จบแล้ว

แต่ถ้าจะคิดการสำคัญ แบบที่เรียกว่า “การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดิน” ต้องรื้อโครงสร้างร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ ให้บังคับใช้นโยบายต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

หลักการของกฎหมายที่ดินฯต้องไม่ใช่แค่เอาเงินคนรวยมาช่วยคนจนแบบโรบินฮู้ด แต่มันควรอยู่บนหลักการที่ว่า ที่ดินแปลงใดเป็นภาระกับท้องถิ่นมาก ก็ต้องจ่ายภาษีมากกว่า เช่น การปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นกองขยะ เป็นภาระกับเพื่อนบ้าน หรือทำกิจการให้เกิดขยะ มลภาวะ มากกว่าปกติ น่าจะโดนเก็บภาษีมากกว่า การเอาแนวคิด “คาร์บอนเครดิต” มาใช้ ควรได้เห็นในกฎหมายฉบับนี้

น่าคิดว่า รื้อหลักการกฎหมายภาษีที่ดินฯใหม่ ไปให้ถูกที่ถูกทาง อาจจะเร็วกว่า จมอยู่กับร่างกฎหมายเดิม ที่ร่างมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ไม่ไปไหน

กล้าเล่าข่าว

“อะตอม” นักธุรกิจรุ่นใหม่วงการเฟอร์นิเจอร์สิ่งประดิษฐ์ และ Application Fws

อะตอม สัมพันธภาพ – Atom Samphanthaphap นักธุรกิจรุ่นใหม่วงการเฟอร์นิเจอร์สิ่งประดิษฐ์และ Application Fws เกี่ยวกับอาหารสดและของทะเลอดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชน และอดีตดารานักแสดง

‘หมู วรวุฒิ’ ผู้ก่อตั้ง B2S-OfficeMate ใจเด็ด ขายธุรกิจพันล้าน ร่วมงาน ‘พรรคกล้า’ เต็มตัว

วรวุฒิ อุ่นใจ ขายหุ้นซีโอแอลให้กลุ่มเซ็นทรัล ปิดฉากธุรกิจที่ปลุกปั้นมานาน 30 ปี ลุยการเมืองเต็มตัว พร้อมนำประสบการณ์ 30 ปี ปั้น SME-Startup ไทยให้เติบโต.